AI Overviews คืออะไร

AI Overviews คืออะไร

AI Overviews คือ การสรุปผลที่สร้างขึ้นโดย AI จากคำค้นหาของคุณ ซึ่งจะแสดงอยู่เหนือผลการค้นหาธรรมดา และอาจจะอยู่ก่อนหรือหลังผลการค้นหาที่เป็นโฆษณา ขึ้นอยู่กับคำค้นหานั้นๆ ครับ AI Overviews มีรูปแบบที่หลากหลาย และสามารถแสดงผลในรูปแบบของบทความสั้น ตาราง หรือรายการ

ตัวอย่างเช่น เมื่อคุณค้นหาคำว่า “SEO คืออะไร” คุณจะเห็นการสรุปข้อมูลที่กระชับ การสรุปนี้จะรวมถึง ลิงค์ที่สามารถคลิกได้ไปยังเว็บไซต์ที่ใช้ในการสร้างสรุปข้อมูลจาก AI หรือให้ข้อมูลเกี่ยวกับหัวข้อและคำถามที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม AI Overviews ไม่ได้จำกัดแค่คำถามง่ายๆ พวกมันยังสามารถตอบคำถามที่ซับซ้อนและมีหลายแง่มุมในขั้นตอนเดียว

ยกตัวอย่างเช่น “best cities in sydney for programmer with low cost of living”

Google AI Overviews

ข้อดีคือแทนที่จะให้คุณค้นหาทุกข้อแยกกัน AI Overviews จะให้คำตอบที่ครอบคลุมทุกจุดเหล่านี้ มันสามารถเข้าใจและตอบคำถามที่เฉพาะเจาะจง โดยไม่จำเป็นต้องให้คุณแยกคำถามออก

ทำไม AI Overviews ถึงสำคัญสำหรับ SEO

AI กำลังกำหนดอนาคตของการค้นหา และนั่นคือเหตุผลที่ AI Overviews สำคัญสำหรับ SEO มันเริ่มต้นอย่างไม่ราบรื่นและได้รับการตอบรับที่หลากหลาย แต่ทุกสัญญาณบ่งชี้ว่ามันจะอยู่กับเราไปอีกนาน สิ่งนี้เห็นได้ชัดในเครื่องมือค้นหาอื่นๆ ด้วย เช่น Bing Copilot ของ Microsoft ที่เริ่มนำฟีเจอร์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI มาใช้แล้ว

นี่คือทิศทางของการค้นหาที่กำลังจะเกิดขึ้น เพื่อให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ คุณต้องเตรียมพร้อมตั้งแต่ตอนนี้ แต่จะส่งผลกระทบอย่างไร ต่อประสิทธิภาพของเว็บไซต์ของคุณในผลการค้นหาธรรมชาติ

AI Overviews ส่งผลกระทบต่อ SEO อย่างไร

AI Overviews อาจเปลี่ยนแปลงวิธีที่ผู้ใช้มีปฏิสัมพันธ์กับผลการค้นหา สิ่งนี้อาจทำให้เกิดการค้นหาที่ไม่ต้องคลิกมากขึ้น ซึ่งเป็นการค้นหาที่ผู้ใช้พบคำตอบได้โดยตรงบนหน้าแสดงผลการค้นหา

อย่างไรก็ตาม AI Overviews ยังนำเสนอโอกาสใหม่ๆ ด้วย สำหรับผู้ที่สามารถปรับกลยุทธ์ได้ ก็มีโอกาสที่จะเพิ่มการมองเห็นและดึงดูดทราฟฟิกที่มีคุณภาพมากขึ้น AI Overviews ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น Google กำลังพัฒนาฟีเจอร์นี้อย่างต่อเนื่อง ยังมีความไม่แน่นอน และอย่างที่เราเห็นกับทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับ AI การเปลี่ยนแปลงอาจเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว แต่โชคดีที่อุตสาหกรรม SEO ค่อนข้างจะปรับตัวได้ดี เราเคยเจอการเปลี่ยนแปลงหลายครั้งมาก่อน และเราก็มักจะหาวิธีที่จะปรับตัวและประสบความสำเร็จ

วิธีการทำงานของ Google AI Overviews

AI Overviews เป็นโมเดลที่ปรับแต่งจาก Gemini ซึ่งเป็นโมเดลภาษาขนาดใหญ่ของ Google มันทำงานร่วมกับระบบอื่นๆ ของ Google เช่น Knowledge Graph และระบบการจัดอันดับการค้นหา เพื่อให้คำตอบที่สร้างโดย AI

คุณจะเห็น AI Overviews ในผลการค้นหาของคุณเมื่อ Google คิดว่าคำตอบจาก AI จะเป็นประโยชน์ โดยจะปรากฏขึ้นสำหรับการค้นหาจำนวนที่ค่อนข้างน้อย แต่คาดว่าจะขยายตัวในอนาคต

เราได้เห็น AI Overviews ปรากฏขึ้นสำหรับการค้นหาหลายประเภท ยกตัวอย่างเช่น:

  1. Informational (ข้อมูลเชิงอธิบาย)
  2. Question-based (คำถามที่เริ่มด้วยคำว่าอะไร)
  3. Planning (การวางแผน)
  4. Ecommerce (อีคอมเมิร์ซ)
  5. YMYL (Your Money, Your Life)
Google AI Overviews

วิธีการทำให้เว็บไซต์ของคุณเหมาะกับ AI Overviews

Google Search Central กล่าวว่า การปฏิบัติตามคำแนะนำใน Search Essentials ก็เพียงพอสำหรับให้เว็บไซต์ของคุณได้รับการพิจารณาให้อยู่ใน AI Overviews

ดังนั้น มาดูบางกลยุทธ์ที่อาจช่วยให้เว็บไซต์ของคุณสามารถติดอันดับใน AI Overviews โดยอ้างอิงจากคำแนะนำใน Google Search Essentials และแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดของ SEO ทั่วไป

1. วิเคราะห์ประสิทธิภาพของ AI Overview

ก่อนที่จะลงลึกในกลยุทธ์เฉพาะ การรู้ประสิทธิภาพปัจจุบันของคุณใน AI Overviews เป็นสิ่งสำคัญมาก โชคดีที่เครื่องมือกำลังปรับตัวเพื่อให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับ AI Overviews ในเดือนกันยายน 2024, Semrush ได้ขยายฟีเจอร์การติดตาม AI Overview ในเครื่องมือ Organic Research ตอนนี้การวิเคราะห์อันดับ AI Overview ในระดับขนาดใหญ่ทำได้ง่ายขึ้น

ยกตัวอย่าง Semrush ในเครื่องมือ Organic Research ภายใต้เมนู “Positions” ให้เลือก “SERP Features” แล้วเลือก “AI Overview” คุณจะเห็นข้อมูลเกี่ยวกับคำค้นหาและหน้าเว็บไซต์ของคุณที่กระตุ้นให้เกิด AI Overviews

สมัครทดลองใช้ Semrush ฟรี 14 วัน

(ขณะนี้สามารถใช้งานได้ในสหรัฐอเมริกา, สหราชอาณาจักร และอินเดีย)

AI Overview Semrush

2. ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ของผู้ใช้ (UX)

การให้ประสบการณ์ผู้ใช้ที่ยอดเยี่ยม (UX) พร้อมกับการใช้ SEO เป็นการผสมผสานที่ช่วยเพิ่มอันดับในการค้นหาได้ดี และสิ่งนี้ยิ่งสำคัญมากขึ้นสำหรับ AI Overviews

2.1 ตอบสนองตามเจตนาการค้นหา (Search Intent)

ค้นหาว่าผู้ใช้มีเจตนาอะไรในการค้นหา และให้คำตอบหรือวิธีแก้ปัญหาที่ชัดเจนและกระชับ ซึ่งตรงกับเจตนานั้น เจตนาการค้นหาสามารถแบ่งออกเป็นหลายประเภท เช่น ข้อมูล (Informational), การค้นหาที่มีเป้าหมาย (Navigational), เชิงพาณิชย์ (Commercial), หรือการทำธุรกรรม (Transactional)

ตัวอย่างเช่น “what is comandante grinder” เป็นเจตนาการค้นหาที่เกี่ยวข้องกับข้อมูล ขณะที่ “best coffee grinder for espresso” เป็นเจตนาการค้นหาที่เชิงพาณิชย์ เพราะผู้ใช้กำลังมองหาการเปรียบเทียบตัวเลือกก่อนที่จะซื้อ เพื่อปรับแต่งให้สอดคล้องกับประสบการณ์ผู้ใช้ ให้แน่ใจว่าเนื้อหาที่คุณสร้างตรงกับเจตนาของคำค้นหานั้นๆ นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาผลการค้นหาสำหรับคำค้นหานั้นๆ เพื่อเข้าใจว่าเนื้อหาประเภทไหนที่ติดอันดับได้ดี (และน่าจะตอบสนองเจตนาของผู้ค้นหา)

2.2 จัดระเบียบข้อมูลให้อ่านง่าย

ผู้ใช้มักจะสแกนเนื้อหาก่อน เพื่อพิจารณาว่าคุ้มค่ากับเวลาหรือไม่ และหาข้อมูลที่ต้องการอย่างรวดเร็ว ดังนั้น คุณต้องทำให้เนื้อหาของคุณอ่านง่ายหรือไม่เช่นนั้นคนจะไม่ใช้เวลาอ่านมัน ใช้สัญลักษณ์จุด (bullet points), หัวข้อที่ชัดเจน, และย่อหน้าสั้นๆ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้ค้นหา, เข้าใจ และนำทางข้อมูลได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ การใช้พื้นที่ว่าง (white space) ก็ช่วยให้ผู้ใช้สามารถอ่านได้ง่ายขึ้น อ่านได้ดีขึ้น

2.3 เพิ่มเนื้อหามัลติมีเดีย

การเพิ่มวิดีโอ, รูปภาพ หรือกระบวนการทำงาน (workflows) จะช่วยให้เนื้อหามีความน่าสนใจและเข้าใจได้ง่ายขึ้น องค์ประกอบภาพช่วยให้ผู้ใช้เข้าใจข้อมูลที่ซับซ้อน, มีปฏิสัมพันธ์กับเนื้อหา และจดจำประเด็นสำคัญได้ดีขึ้น

2.4 ปรับปรุง SEO ทางเทคนิคของเว็บไซต์

การปรับปรุงด้านเทคนิค เช่น ความเร็วในการโหลดหน้าเว็บไซต์, การนำทาง, การเชื่อมโยงภายใน, และการปรับแต่งสำหรับมือถือ การปรับปรุงเหล่านี้จะช่วยให้ผู้ใช้อยู่บนเว็บไซต์ของคุณนานขึ้น ซึ่งอาจส่งสัญญาณให้กับ Google ว่าเนื้อหาของคุณเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ผู้ค้นหาต้องการ

3. ช่วยให้ Google เข้าใจเว็บไซต์ของคุณ

เพื่อให้ Google เข้าใจเนื้อหาของเว็บไซต์คุณได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ ควรดำเนินการดังต่อไปนี้:

3.1 ใช้กลยุทธ์การเชื่อมโยงภายในที่มีประสิทธิภาพ การสร้างลิงค์ภายในที่เชื่อมโยงระหว่างหน้าต่างๆ ในเว็บไซต์ของคุณ ช่วยให้ Google เข้าใจโครงสร้างและความสัมพันธ์ของเนื้อหา ทำให้การจัดทำดัชนีและการจัดอันดับเป็นไปอย่างถูกต้อง

3.2 ใช้ Schema Markup เพื่อจัดหมวดหมู่เนื้อหา การเพิ่ม Schema Markup หรือข้อมูลที่มีโครงสร้างในหน้าเว็บของคุณ ช่วยให้ Google เข้าใจบริบทและประเภทของเนื้อหา เช่น บทความ ผลิตภัณฑ์ หรือรีวิว ซึ่งส่งผลต่อการแสดงผลในหน้าผลลัพธ์การค้นหา

3.3 ได้รับ Backlinks จากเว็บไซต์ที่น่าเชื่อถือและเกี่ยวข้อง การได้รับลิงค์ย้อนกลับจากเว็บไซต์ที่มีความน่าเชื่อถือและเกี่ยวข้องกับเนื้อหาของคุณ ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและอำนาจของเว็บไซต์ ส่งผลต่อการจัดอันดับในผลการค้นหา

การดำเนินการตามขั้นตอนเหล่านี้จะช่วยให้ Google เข้าใจและจัดอันดับเว็บไซต์ของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลดีต่อการเข้าถึงและการมองเห็น

Structured Data Verification

Structured Data Verification ใน Google Search Console (GSC) เป็นกระบวนการที่ช่วยให้คุณตรวจสอบและยืนยันว่าเว็บไซต์ของคุณใช้ข้อมูลที่มีโครงสร้างอย่างถูกต้องและสอดคล้องกับแนวทางของ Google ข้อมูลที่มีโครงสร้างคือรูปแบบมาตรฐานที่ใช้ในการแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับหน้าเว็บและจำแนกประเภทเนื้อหาของหน้า เช่น บทความ ผลิตภัณฑ์ หรือรีวิว ใน GSC คุณสามารถใช้ฟีเจอร์ “Enhancements” เพื่อดูข้อมูลเกี่ยวกับการใช้งานข้อมูลที่มีโครงสร้างในเว็บไซต์ของคุณ หากมีข้อผิดพลาดหรือปัญหาในการใช้งานข้อมูลที่มีโครงสร้าง ฟีเจอร์นี้จะช่วยให้คุณทราบและแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว

4. สร้างเนื้อหาที่ครอบคลุมหัวข้อ

AI Overviews ไม่เพียงแสดงลิงค์ที่เกี่ยวข้องกับคำค้นหาของผู้ใช้ แต่ยังแสดงแหล่งข้อมูลหลากหลายที่เกี่ยวกับหัวข้อย่อยต่างๆ ช่วยให้ผู้ใช้เรียนรู้เพิ่มเติมหรือเจาะลึกข้อมูลได้ง่ายขึ้น เช่น คำถามที่ต้องการข้อมูลและการค้นหาผลิตภัณฑ์ ทำให้สามารถเข้าถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องได้รวดเร็วและครอบคลุม เพื่อเพิ่มโอกาสให้เว็บไซต์ของคุณปรากฏใน Link cards คุณควรค้นหาคำหลักเป้าหมายใน Google และตรวจสอบลิงค์ใน AI Overview โดยบันทึกคำหลักที่เกี่ยวข้อง เนื้อหาที่นำเสนอ และประเภทสื่อที่ใช้ จากนั้นนำข้อมูลเหล่านี้ไปปรับปรุงหรือสร้างเนื้อหาที่ครอบคลุมคำหลักและประเภทเนื้อหาที่เกี่ยวข้องเพื่อเพิ่มโอกาสในการแสดงผลใน AI Overviews

5. การสร้างชื่อเสียงและการจัดการภาพลักษณ์ออนไลน์ให้กับแบรนด์

AI Overviews ไม่ได้ดึงข้อมูลจากแค่เว็บไซต์ของคุณเท่านั้น แต่ยังดึงข้อมูลจากแหล่งอื่นๆ หมายความว่าความคิดเห็นจากผู้อื่นเกี่ยวกับคุณมีความสำคัญมาก การจัดการชื่อเสียงออนไลน์ของคุณ เช่น การให้ทีมของคุณมีความเคลื่อนไหวในโซเชียลมีเดีย ตอบคำถามเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และแบรนด์บนชุมชนออนไลน์อื่นๆ ติดตามรีวิวจากลูกค้า ร่วมงานกับผู้มีอิทธิพลในการรีวิวผ่าน YouTube หรือบล็อก

Online Reputation

และกระตุ้นให้ผู้ใช้สร้างเนื้อหาที่เกี่ยวกับแบรนด์ของคุณ แม้ว่าเว็บไซต์ของคุณอาจไม่ได้ปรากฏใน AI Overviews โดยตรง แต่แบรนด์ของคุณยังสามารถปรากฏผ่านเนื้อหาที่อยู่บนเว็บไซต์อื่นๆ การจัดการชื่อเสียงออนไลน์อย่างมีประสิทธิภาพจะช่วยให้คุณมีส่วนร่วมในการสร้างข้อมูลที่ AI Overviews ใช้ รวมถึงการช่วยกำหนดความคิดเห็นของผู้ใช้ ซึ่งเป็นประโยชน์ทั้งในด้าน SEO และธุรกิจ

6. ปรับแต่ง SEO เพื่อเพิ่มการมองเห็นในฟีเจอร์ Google ทุกรูปแบบ

การปรับแต่งเว็บไซต์ให้รองรับระบบต่างๆ ของ Google นอกเหนือจาก AI Overviews มีความสำคัญเพื่อเพิ่มการมองเห็นในผลการค้นหาทั่วไป แม้ว่า AI Overviews จะยังใหม่และข้อมูลยังไม่ชัดเจน แต่การทำ SEO ให้เว็บไซต์มีการปรากฏตัวที่ดีในผลการค้นหาทั่วไปจะช่วยเพิ่มโอกาสในการปรากฏในฟีเจอร์นี้ด้วย หลักการพื้นฐานของ SEO ยังคงสำคัญในการช่วยให้เว็บไซต์ทำงานได้ดีในระบบค้นหาของ Google

สรุป

AI Overviews คือการสรุปผลที่สร้างขึ้นโดย AI จากคำค้นหาของผู้ใช้ ซึ่งอาจแสดงในรูปแบบของบทความสั้น ตาราง หรือรายการ โดยเน้นให้คำตอบที่ครอบคลุมและเข้าใจง่ายขึ้นจากคำค้นหาที่ซับซ้อน การทำ SEO เพื่อให้เว็บไซต์ติดอันดับใน AI Overviews จำเป็นต้องปรับปรุงประสบการณ์ผู้ใช้ (UX) ตอบโจทย์เจตนาการค้นหาของผู้ใช้ จัดระเบียบข้อมูลให้อ่านง่าย และปรับปรุง SEO ทางเทคนิค รวมทั้งการใช้ข้อมูลที่มีโครงสร้างและการสร้างลิงค์ภายในที่มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ การจัดการชื่อเสียงออนไลน์ เช่น การตอบคำถามในชุมชนออนไลน์และร่วมงานกับผู้มีอิทธิพล ก็เป็นอีกวิธีที่จะช่วยเพิ่มการมองเห็นใน AI Overviews แม้ว่าเว็บไซต์ของคุณจะไม่ปรากฏในนั้นโดยตรงครับ

อ้างอิงข้อมูลจาก Backlinko: https://backlinko.com/ai-overviews